ปิดป้ายนี้

อาหารจานเดียว สุดยอดเสี่ยง "โรคไต"

วันที่ 03/03/2557

Adish

อาหารจานเดียว สุดยอดเสี่ยง "โรคไต"     

         ในชีวิตประจำวัน ประชาชนวัยทำงานทั่วไป  มักเลือกความสะดวกและรวดเร็วในการรับประทานอาหารโดยเลือกรับประทานอาหารจานเดียว  ซึ่งอาจไม่ทราบว่ามีปริมาณ โซเดียมสูงมาก  หากรับประทานอาหารเหล่านี้ 3 มื้อต่อวัน เราก็จะได้รับโซเดียมมากเกินความต้องการของร่างกายถึง 2 เท่าเลยทีเดียว  ซึ่งเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงของการเป็นโรคไตเรื้อรัง เพราะเมื่อเรารับประทานอาหารเค็มจัดจะนำไปสู่การเป็นโรคความดันโลหิตสูง และในระยะยาวก็จะกลายเป็นโรคไตเรื้อรังได้

          ปัจจุบัน  ประชากรไทยที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป เป็นโรคความดันโลหิตสูงเกือบ 20% หรือประมาณ 8 ล้านคน และป่วยเป็นโรคไตเรื้อรังประมาณ 17% หรือประมาณ 7 ล้านคน ขณะเดียวกัน กลุ่ม ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังจำนวนมากไม่ทราบว่าตนป่วยเป็นโรคนี้  โดยไม่ได้นึกถึงโทษของการได้รับปริมาณโซเดียมที่มากเกินกว่า ร่างกายต้องการ ซึ่งปริมาณโซเดียมที่ควรได้รับในแต่ละวันคือ  ไม่เกิน 2,000 มก.เท่ากับเกลือ 1 ช้อนชา หรือ น้ำปลา 4-6 ช้อนชาต่อวัน จากผลสำรวจของกรมอนามัยร่วมกับสถาบันโภชนศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า คนไทยส่วนใหญ่ได้รับโซเดียมถึงประมาณ 4,000 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งเป็นปริมาณ 2 เท่าของปริมาณที่แนะนำต่อวัน และเป็นการเพิ่มความเสี่ยงการเป็นโรคไตเรื้อรังในอนาคต

          อาหารที่มีปริมาณโซเดียมสูงมากที่เป็นที่ทราบกันดี เช่น ของหมักดอง น้ำพริก ปลาร้า บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลาเค็ม เนื้อเค็ม แหนม ไส้กรอก ขนมขบเคี้ยว จึงควรหลีกเลี่ยง แต่ยังมีอาหารจานเดียวยอดนิยมอีกหลายชนิดที่คนมักรับประทานโดยไม่ทราบว่ามี ปริมาณโซเดียมสูงมาก ได้แก่ ก๋วยเตี๋ยวน้ำ มีปริมาณโซเดียมประมาณ 1,500-3,000 มิลลิกรัมต่อชาม หรือ ข้าวจานเดียว เช่น กะเพราไก่ราดข้าว ข้าวหน้าเป็ด ข้าวหมกไก่ ข้าวคลุกกะปิ ข้าวหมูแดง ข้าวขาหมู ข้าวราดไข่พะโล้ มีปริมาณโซเดียมประมาณ 1,000 มิลลิกรัม ต่อจาน  หากรับประทานอาหารเหล่านี้ 3 มื้อต่อวัน เราก็จะได้รับโซเดียมมากเกินความต้องการของร่างกายถึง 2 เท่าเลยทีเดียว นอกจากนี้ หากเราเติมน้ำปลาเพิ่มเข้าไปอีก ก็จะเป็นการเพิ่มปริมาณโซเดียมอีกถึงช้อนชาละ 500 มิลลิกรัม ส่งผลให้ร่างกายได้รับโซเดียมปริมาณสูงขึ้นไปอีก สุดท้ายเพื่อความไม่ประมาท ขอแนะนำวิธีดูแลตัวเองแบบง่ายๆ มาฝากกัน
             1. ควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
            2. ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้สูง
             3. ในกลุ่มคนที่เริ่มมีไตเสื่อม ต้องควบคุมอาหารประเภทโปรตีน เกลือและโคเลสเตอรอล
             4. หยุดสูบบุหรี่
             5. รักษาเรื่องโลหิตจางที่เกิดจากโรคไต
             6. หลีกเลี่ยงอาหารประเภทถั่วในคนที่มีระดับฟอสเฟตในเลือดสูง หรือผลไม้บางชนิดในคนที่มีระดับ   

                โปแตสเซียมในเลือดสูง เช่น ขนุน ลำไย ทุเรียน
             7. ออกกำลังกายที่เหมาะสมกับร่างกายอย่างสม่ำเสมอ      

          รู้อย่างนี้แล้ว ยังจะไม่เลือกรับประทานอาหารกันอีกเหรอคะ  แค่ลดเค็มเพียงครึ่งเดียวของที่เคยรับประทาน ตั้งใจให้แน่วแน่มีสติก่อนกินทุกครั้ง   สุขภาพดี เริ่มต้นที่นี่ ตั้งแต่บัดนี้ค่ะ

โดย...........พัชรี วงศ์ษา นักโภชนาการชำนาญการ  ศูนย์อนามัยที่ 4 ราชบุรี